สเต็มเซลล์จากเนื้อเยื่อสายสะดือ

(Cord Tissue Stem Cells)

เนื้อเยื่อสายสะดือเป็นแหล่งสำคัญของ Mesenchymal Stem Cells (MSCs) ซึ่งมีศักยภาพสูงในการซ่อมแซม ฟื้นฟู และกระตุ้นการสร้างเซลล์ในอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น กระดูก กระดูกอ่อน กล้ามเนื้อ และเส้นเลือด การจัดเก็บเนื้อเยื่อเหล่านี้ทำในขั้นตอนเดียวกับการคลอด โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อแม่และเด็ก สเต็มเซลล์จากแหล่งนี้สามารถนำมาเพาะเลี้ยงขยายจำนวนได้ภายใต้มาตรฐานสากล เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการนำไปใช้ในอนาคต ทั้งในด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู ความงาม และการรักษาโรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น โรคข้อเสื่อม เบาหวาน และโรคหัวใจ

เนื้อเยื่อสายสะดือเป็นแหล่งสำคัญของ Mesenchymal Stem Cells (MSCs) ซึ่งเป็นสเต็มเซลล์ที่มีความสามารถสูงในการซ่อมแซมและสร้างเนื้อเยื่อใหม่ในร่างกาย เช่น กล้ามเนื้อ กระดูกอ่อน เส้นเอ็น และผิวหนัง การเก็บเนื้อเยื่อสายสะดือจะทำหลังการคลอดโดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อมารดาและทารก กระบวนการทั้งหมดอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์และทีมผู้เชี่ยวชาญ


MSCs จากเนื้อเยื่อสายสะดือเป็นสเต็มเซลล์ที่มีความ อ่อนวัย (Youthful Cells) ทำให้สามารถแบ่งตัวและเพิ่มจำนวนได้ดีเยี่ยม รวมทั้งมีศักยภาพในการนำมาใช้ในอนาคตเพื่อรักษาโรคและฟื้นฟูระบบต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบประสาท ผิวหนัง โรคข้อเสื่อม โรคเบาหวาน หรือแม้แต่ในด้านเวชศาสตร์ความงามและการชะลอวัย


AVIOLA ใช้เทคโนโลยีการคัดแยกและเพาะเลี้ยงเซลล์ตามมาตรฐานระดับสากล เพื่อให้มั่นใจว่าเซลล์ทุกตัวได้รับการควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวดและพร้อมสำหรับการนำไปใช้งานจริงในอนาคต

กระบวนการเก็บที่ปลอดภัย 100%

การเก็บเนื้อเยื่อสายสะดือจะดำเนินการหลังการคลอดทันที โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายหรือความเจ็บปวดต่อมารดาและทารกแต่อย่างใด กระบวนการทั้งหมดอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์และทีมผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการฝึกอบรมมาเป็นอย่างดี

About

Cord Tissue Stem Cells (CT)

เนื้อเยื่อสายสะดือ หรือที่เรียกว่า Whartons Jelly เป็นสารลักษณะคล้ายเจลที่อยู่ภายในสายสะดือ ทำหน้าที่ห่อหุ้มและปกป้องเส้นเลือดดำและหลอดเลือดแดงในสายสะดือ เพื่อช่วยลดแรงกระแทกและป้องกันความเสียหายต่อเส้นเลือดสำคัญระหว่างการตั้งครรภ์ เปรียบเสมือน "เบาะรองรับ" ที่ช่วยให้สารอาหารและออกซิเจนสามารถลำเลียงไปยังทารกได้อย่างปลอดภัย

นอกจากหน้าที่ในการปกป้องแล้ว เนื้อเยื่อสายสะดือยังอุดมไปด้วย เซลล์ต้นกำเนิดมีเซนไคม์ (Mesenchymal Stem Cells: MSCs) ซึ่งเป็นเซลล์ที่มีความสามารถพิเศษในการพัฒนาเป็นเซลล์ชนิดต่างๆ เช่น เซลล์กระดูกอ่อน เซลล์ไขมัน และเซลล์กล้ามเนื้อ รวมถึงการฟื้นฟูและซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสียหาย

เนื้อเยื่อสายสะดือถือเป็นแหล่งเซลล์ต้นกำเนิดที่สำคัญ สามารถนำมาใช้ในการรักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับความเสื่อม เช่น โรคอัลไซเมอร์ โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง และการฟื้นฟูระบบเนื้อเยื่อในร่างกาย รวมถึงการเสริมความงาม เช่น ลดริ้วรอยและฟื้นฟูสภาพผิว การเก็บรักษาเนื้อเยื่อสายสะดือจึงเป็นการเตรียมตัวเพื่อสุขภาพและความงามในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพ

เนื้อเยื่อสายสะดือ แหล่งเซลล์ต้นกำเนิดที่สร้างสุขภาพและฟื้นฟูร่างกาย

เนื้อเยื่อสายสะดือยังอุดมไปด้วย เซลล์ต้นกำเนิดเซลล์ต้นกำเนิดมีเซนไคม์ (Mesenchymal Stem Cells - MSCs) เป็นเซลล์ต้นกำเนิดที่มีคุณสมบัติเฉพาะตัวในการช่วยคในการต้านการอักเสบ ลดการอักเสบในร่างกาย ช่วยให้เนื้อเยื่อและอวัยวะฟื้นฟูได้รวดเร็ว การฟื้นฟูและสร้างเนื้อเยื่อใหม่ เซลล์ชนิดนี้พบได้ในแหล่งต่างๆ เช่น เนื้อเยื่อสายสะดือ ไขกระดูก และเนื้อเยื่อไขมัน สามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์ชนิดต่างๆ ในร่างกายได้ ดังนี้


เซลล์กระดูก : ช่วยสร้างและฟื้นฟูกระดูกที่เสียหาย

เซลล์กระดูกอ่อน : ฟื้นฟูข้อต่อ กระดูกอ่อน และลดอาการเสื่อม

เซลล์กล้ามเนื้อ : ซ่อมแซมและฟื้นฟูกล้ามเนื้อที่เสียหายหรือกล้ามเนื้อที่บาดเจ็บ

เซลล์ประสาท : ช่วยซ่อมแซมและฟื้นฟูระบบประสาท


เซลล์ต้นกำเนิดจากเนื้อเยื่อสายสะดือจึงมีประโยชน์มหาศาลในการรักษาและฟื้นฟูเนื้อเยื่อที่เสียหาย ช่วยสร้างสุขภาพที่แข็งแรงและยั่งยืนในอนาคต

กลุ่มโรคที่รักษาได้

(Mesenchymal Stem Cells (MSCs) เป็นเซลล์ต้นกำเนิดที่มีความสามารถในการฟื้นฟู

ซ่อมแซมเนื้อเยื่อ ลดการอักเสบ และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ถูกนำมาใช้ในการรักษาโรคหลายประเภท

โรคระบบภูมิคุ้มกันและโรคภูมิต้านตนเอง (Autoimmune & Immune Disorders)

  • โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis - RA)
  • โรคลูปัส หรือโรคเอสแอลอี (Systemic Lupus Erythematosus - SLE)
  • โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis - MS)
  • โรคโครห์น (Crohns Disease) และลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Ulcerative Colitis)
  • เบาหวานชนิดที่ 1 (Type 1 Diabetes)
  • โรคภูมิคุ้มกันบกพร่องแต่กำเนิด (Primary Immunodeficiency Disorders - PID)

โรคเกี่ยวกับระบบประสาทและสมอง (Neurological Disorders)

  • โรคพาร์กินสัน (Parkinsons Disease)
  • โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimers Disease)
  • โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)
  • โรคสมองพิการในเด็ก (Cerebral Palsy)
  • โรคบาดเจ็บไขสันหลัง (Spinal Cord Injury)
  • ภาวะสมองขาดออกซิเจน (Hypoxic-Ischemic Encephalopathy - HIE)

โรคเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Diseases)

  • โรคหัวใจขาดเลือด (Ischemic Heart Disease - IHD)
  • ภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Failure - HF)
  • กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (Myocardial Infarction - MI)
  • โรคหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis)

โรคเกี่ยวกับระบบกล้ามเนื้อและกระดูก (Musculoskeletal Diseases)

  • โรคข้อเสื่อม (Osteoarthritis - OA)
  • โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis)
  • เอ็นฉีกขาด และหมอนรองกระดูกบาดเจ็บ (Tendon & Ligament Injuries)
  • กระดูกหักที่หายช้า (Delayed Fracture Healing)

โรคเกี่ยวกับตับและไต (Liver & Kidney Diseases)

  • โรคตับแข็ง (Liver Cirrhosis)
  • โรคตับอักเสบจากไวรัส (Hepatitis B & C)
  • ภาวะไตเสื่อมเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease - CKD)
  • ภาวะไตวายเฉียบพลัน (Acute Kidney Injury - AKI)

โรคทางระบบทางเดินหายใจ (Respiratory Diseases)

  • โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (Chronic Obstructive Pulmonary Disease - COPD)
  • โรคพังผืดในปอด (Pulmonary Fibrosis)
  • ภาวะปอดอักเสบจากไวรัส (Viral Pneumonia เช่น COVID-19 Severe Cases)

โรคที่เกี่ยวข้องกับการเผาผลาญและต่อมไร้ท่อ

(Metabolic & Endocrine Disorders)

  • โรคเบาหวานชนิดที่ 2 (Type 2 Diabetes)
  • โรคอ้วน (Obesity-Related Diseases)
  • ภาวะดื้อต่ออินซูลิน (Insulin Resistance Syndrome)

การรักษาเพื่อความงามและชะลอวัย

(Anti-Aging & Regenerative Medicine)

  • การฟื้นฟูผิวพรรณ และลดริ้วรอย (Skin Regeneration & Anti-Aging)
  • การรักษาผมร่วง ศีรษะล้าน (Hair Regrowth Therapy)
  • การฟื้นฟูระบบสืบพันธุ์ชายและหญิง (Fertility & Sexual Health Regeneration)

ทำไม MSCs จึงมีประสิทธิภาพในการรักษาโรคเหล่านี้?

ลดการอักเสบ

(Anti-Inflammatory Effect)

MSCs มีความสามารถในการควบคุมการอักเสบภายในร่างกายผ่านการหลั่งสารต้านการอักเสบ เช่น Interleukin-10 (IL-10) และ Transforming Growth Factor-Beta (TGF-β) ซึ่งช่วยลดการทำลายของเซลล์ในบริเวณที่เกิดโรค เช่น ข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคข้อเสื่อม หรือโรคที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ (Autoimmune Diseases)


ตัวอย่างโรคที่ได้รับประโยชน์

  • โรคข้อเสื่อม (Osteoarthritis)
  • โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis)
  • โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis)
  • โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Ulcerative Colitis & Crohns Disease)

กระตุ้นการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ

(Tissue Regeneration)

MSCs สามารถพัฒนาเป็นเซลล์ชนิดต่าง ๆ เช่น เซลล์กระดูก กระดูกอ่อน กล้ามเนื้อ และเซลล์ประสาท อีกทั้งยังสามารถหลั่ง Growth Factors ที่ช่วยเร่งกระบวนการฟื้นฟูเนื้อเยื่อ ทำให้สามารถใช้ในการรักษาอาการบาดเจ็บของอวัยวะ เช่น ไต ตับ หัวใจ และกระดูกอ่อน


ตัวอย่างโรคที่ได้รับประโยชน์

  • โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis)
  • เอ็นฉีกขาด หรือหมอนรองกระดูกเสียหาย
  • โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (Ischemic Heart Disease)
  • โรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease)

ปรับสมดุลระบบภูมิคุ้มกัน

(Immunomodulation)

MSCs มีความสามารถพิเศษในการ ควบคุมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้สามารถลดอาการที่เกิดจากการทำงานผิดปกติของภูมิคุ้มกัน เช่น โรคภูมิต้านตนเอง (Autoimmune Diseases) และช่วยลดโอกาสการปฏิเสธของร่างกายในการปลูกถ่ายอวัยวะ


ตัวอย่างโรคที่ได้รับประโยชน์

  • โรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  • โรคแพ้ภูมิตัวเอง เช่น SLE (โรคลูปัส)
  • โรคเกี่ยวกับการปลูกถ่ายไขกระดูกหรืออวัยวะ (Graft Versus Host Disease - GVHD)

เพิ่มการสร้างหลอดเลือดใหม่

(Angiogenesis)

MSCs สามารถกระตุ้นการสร้างหลอดเลือดใหม่ผ่านการหลั่ง Vascular Endothelial Growth Factor (VEGF) และ Platelet-Derived Growth Factor (PDGF) ซึ่งช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังเนื้อเยื่อที่ได้รับความเสียหาย เช่น ในผู้ป่วยโรคหัวใจ หรือโรคหลอดเลือดสมอง


ตัวอย่างโรคที่ได้รับประโยชน์

  • โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)
  • โรคหัวใจขาดเลือด (Ischemic Heart Disease)
  • โรคเส้นเลือดฝอยในเบาหวาน (Diabetic Vasculopathy)

ขั้นตอนการเก็บสเต็มเซลล์

(Stem Cell Banking Process)

เพียง 5 ขั้นตอน เพื่อเก็บพลังแห่งการฟื้นฟูเพื่ออนาคตของลูกที่คุณรัก

ขั้นตอนที่ 1 : ผู้แทนหรือตัวแทนจำหน่าย

ลูกค้าจะได้รับการดูแลโดยผู้แทนหรือเจ้าหน้าที่ของเรา เพื่อซักถามและตรวจสอบประวัติทางการแพทย์อย่างละเอียด ทั้งประวัติการตั้งครรภ์ โรคประจำตัว ยาที่ใช้เป็นประจำ รวมถึงปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจเกี่ยวข้องกับการเก็บสเต็มเซลล์ จากนั้นจะมีการอธิบายขั้นตอน รายละเอียดการเก็บ การเพาะเลี้ยงเซลล์ รวมถึงสิทธิ์การเป็นเจ้าของเซลล์ในอนาคตอย่างโปร่งใส พร้อมให้คำปรึกษาและตอบทุกข้อสงสัย ก่อนที่คุณพ่อคุณแม่จะลงนามใน แบบฟอร์มแสดงความยินยอม สำหรับการเก็บสายสะดือ รก และการเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์อย่างเป็นทางการ

ขั้นตอนที่ 2 : โรงพยาบาลและทีมแพทย์ผู้ทำการเก็บตัวอย่าง

เมื่อถึงวันคลอด ทีมแพทย์และพยาบาลของโรงพยาบาลคู่สัญญาจะเป็นผู้ดำเนินการเก็บตัวอย่างตามมาตรฐานที่ AVIOLA กำหนด หลังจากทารกคลอดและตัดสายสะดือเรียบร้อยแล้ว แพทย์จะทำการเก็บเลือดจากสายสะดือ รวมถึงเนื้อเยื่อสายสะดือ รก หรือเยื่อหุ้มรก (ตามแพ็กเกจที่เลือก) โดยขั้นตอนทั้งหมดไม่กระทบต่อความปลอดภัยของทั้งคุณแม่และทารก ตัวอย่างที่ได้จะถูกบรรจุในชุดอุปกรณ์ปลอดเชื้อเฉพาะทางของ AVIOLA พร้อมติดฉลากรหัสประจำตัวอย่าง และจัดส่งไปยังห้องปฏิบัติการสเต็มเซลล์ในสภาวะควบคุมอุณหภูมิอย่างเหมาะสมภายในเวลาที่กำหนด

ขั้นตอนที่ 3 : ห้องปฏิบัติการ STEM CELL

เมื่อชุดตัวอย่างถึงห้องปฏิบัติการของ AVIOLA นักวิทยาศาสตร์จะเริ่มขั้นตอน คัดแยกและเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์ ทันที ภายใต้สภาวะปลอดเชื้อในห้อง Clean Room มาตรฐาน GMP โดยจะทำการแยกสเต็มเซลล์ออกจากเลือดหรือเนื้อเยื่อที่เก็บมา แล้วนำไปเพาะเลี้ยงเพิ่มจำนวนอย่างระมัดระวังเป็นระยะเวลาประมาณ 14 วัน พร้อมทั้งตรวจสอบคุณภาพเซลล์ ทั้งจำนวน ความมีชีวิต (viability) และความบริสุทธิ์ของสเต็มเซลล์แต่ละชนิด หลังจากนั้นทีมห้องแล็บจะทำการ ประเมินและวิเคราะห์ผลการเพาะเลี้ยง แล้วจัดทำรายงานผลเบื้องต้นให้กับทีมแพทย์และลูกค้า เพื่อยืนยันว่าตัวอย่างที่เก็บสามารถเข้าสู่ขั้นตอนการแช่แข็งระยะยาวได้อย่างปลอดภัย

ขั้นตอนที่ 4 : ทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านสเต็มเซลล์

ผลตรวจจากห้องปฏิบัติการจะถูกส่งต่อให้ทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านสเต็มเซลล์ของ AVIOLA เพื่อทำการทบทวนและยืนยันความถูกต้องอีกครั้ง แพทย์จะอธิบายผลการเพาะเลี้ยง จำนวนเซลล์ที่ได้ ศักยภาพในการนำไปใช้ในอนาคต รวมถึงคำแนะนำในการวางแผนสุขภาพระยะยาวให้กับครอบครัว ลูกค้าจะได้รับเอกสารสรุปข้อมูลเซลล์ของตนเองอย่างชัดเจน และสามารถเข้ารับคำปรึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับโอกาสในการนำเซลล์ไปใช้ร่วมกับโปรแกรมเวชศาสตร์ฟื้นฟูหรือการรักษาในอนาคต เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยจึงเข้าสู่ขั้นตอนการเก็บรักษาในธนาคารเซลล์อย่างเป็นระบบ

ขั้นตอนที่ 5 : เก็บรักษาและการนำไปใช้

หลังผ่านการตรวจคุณภาพ สเต็มเซลล์จะถูกนำเข้าสู่กระบวนการ แช่แข็งด้วยเทคโนโลยี Cryopreservation โดยใช้การลดอุณหภูมิแบบควบคุม (Controlled Rate Freezing) ก่อนจัดเก็บในถังไนโตรเจนเหลวที่อุณหภูมิประมาณ -196°C สามารถเก็บรักษาได้ยาวนานตั้งแต่ 120 ปี หรือมากกว่านั้นตามเงื่อนไขสัญญา ทุกยูนิตของเซลล์จะมีรหัสประจำตัวเฉพาะและถูกบันทึกข้อมูลในระบบฐานข้อมูลที่ปลอดภัย เมื่อลูกค้ามีความประสงค์จะนำเซลล์ออกมาใช้ ทีมแพทย์และห้องปฏิบัติการจะทำการ ละลายและเตรียมเซลล์ ให้พร้อมภายในประมาณ 12 วัน ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้สเต็มเซลล์ที่เก็บรักษาไว้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์หรือเวชศาสตร์ฟื้นฟูได้อย่างเต็มศักยภาพ

"เซลล์ของคุณจะถูกเก็บรักษาอย่างปลอดภัยในศูนย์กลาง Regenerative Banking ที่มีมาตรฐานระดับโลก"

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้