ไขข้อสงสัย เก็บสเต็มเซลล์ลูกดีไหม? คู่มือ Stem Cell Banking สำหรับพ่อแม่ยุคใหม่

เก็บสเต็มเซลล์ลูกดีไหม?

เก็บสเต็มเซลล์ลูกดีไหม?

สิ่งที่พ่อแม่ยุคใหม่ควรรู้เกี่ยวกับ Stem Cell Banking และอนาคตสุขภาพของลูกน้อย

 

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ การวางแผนอนาคตให้ลูกไม่ได้มีแค่เรื่องการศึกษา หรือการดูแลหลังคลอดเท่านั้น แต่ยังรวมถึง “การวางแผนสุขภาพระยะยาว” ด้วย
หนึ่งในคำถามที่หลายครอบครัวเริ่มค้นหามากขึ้นคือ

“เก็บสเต็มเซลล์ลูกดีไหม?”

เพราะช่วงเวลาหลังคลอด คือโอกาสเพียงครั้งเดียวในชีวิต ที่สามารถเก็บสเต็มเซลล์คุณภาพสูงจากเด็กแรกเกิดได้
บทความนี้ AVIOLA Biobank จะพาคุณพ่อคุณแม่ทำความเข้าใจแบบครบถ้วน ตั้งแต่

 

สเต็มเซลล์คืออะไร?

สเต็มเซลล์คืออะไร

สเต็มเซลล์ (Stem Cell) หรือ “เซลล์ต้นกำเนิด”
คือเซลล์พิเศษของร่างกายที่เปรียบเสมือนต้นกำเนิดของเซลล์ต่างๆ และมีบทบาทสำคัญต่อการเจริญเติบโต การซ่อมแซม และการฟื้นฟูร่างกาย

สเต็มเซลล์มีความสามารถสำคัญ 2 อย่าง ที่ทำให้แตกต่างจากเซลล์ทั่วไป คือ

1. สามารถแบ่งตัวเพิ่มจำนวนได้ (Self-Renewal)
สเต็มเซลล์สามารถแบ่งตัวสร้างเซลล์ใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อทดแทนเซลล์เดิมที่เสื่อมสภาพหรือเสียหาย
ร่างกายของเราจึงสามารถซ่อมแซมตัวเองได้อยู่ตลอดเวลา เช่น

- การสร้างเม็ดเลือดใหม่
- การฟื้นฟูผิวหนัง
- การซ่อมแซมเนื้อเยื่อบางส่วนหลังการบาดเจ็บ

2. สามารถพัฒนาเป็นเซลล์ชนิดต่างๆ ได้ (Differentiation)
สเต็มเซลล์สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองไปเป็นเซลล์เฉพาะทางของร่างกายได้หลายชนิด เช่น

- เซลล์เลือด
- เซลล์กล้ามเนื้อ
- เซลล์กระดูก
- เซลล์ประสาท
- เซลล์ผิวหนัง

คุณสมบัตินี้ทำให้สเต็มเซลล์ได้รับความสนใจอย่างมากในด้าน Regenerative Medicine หรือเวชศาสตร์ฟื้นฟู

เปรียบง่ายๆ สเต็มเซลล์คืออะไร?
หากเปรียบเทียบให้เข้าใจง่าย“สเต็มเซลล์” ก็เหมือนกับ“ช่างซ่อมและสร้างสรรค์ประจำร่างกาย”
ที่คอยทำหน้าที่ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ทดแทนเซลล์ที่เสียหาย สนับสนุนการฟื้นฟูร่างกาย ช่วยรักษาสมดุลของระบบต่างๆ ภายในร่างกาย
จึงถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ การฟื้นฟู และการดูแลร่างกายในระยะยาว

 

ในปัจจุบัน สเต็มเซลล์ได้รับความสนใจอย่างมากในด้าน Regenerative Medicine / Anti-aging / Longevity / Personalized Medicineและเวชศาสตร์ฟื้นฟู

 

เก็บสเต็มเซลล์ลูกแรกเกิดได้จากอะไรบ้าง?

เก็บสเต็มเซลล์แรกคลอด


การเก็บสเต็มเซลล์จากเด็กแรกเกิด สามารถเก็บได้จาก 4 แหล่งหลัก ได้แก่

แหล่งที่ 1: เลือดสายสะดือ (Cord Blood)

เลือดสายสะดือเป็นแหล่งสำคัญของ Hematopoietic Stem Cells (HSCs) หรือ “เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด”
จุดเด่นของ Cord Blood : HSCs จากเลือดสายสะดือได้รับการยอมรับทางการแพทย์ในการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด (Hematopoietic Stem Cell Transplantation)
ปัจจุบัน มีการนำไปใช้ในโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบเลือดและภูมิคุ้มกันมากกว่า 80 โรค เนื่องจาก HSCs มีบทบาทสำคัญในการสร้าง เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด และระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

มีการนำไปใช้ในทางการแพทย์กับโรคบางกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเลือดและพันธุกรรมกว่า 80 โรค อาทิ

- กลุ่มมะเร็งเม็ดเลือดทุกชนิด เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว, มะเร็งต่อมน้ำเหลือง
- กลุ่มโรคที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ไขกระดูก เช่น ภาวะไขกระดูกฝ่อ, กลุ่มอาการไขกระดูกเสื่อม
- กลุ่มโรคที่ภูมิคุ้มกันบกพร่องแต่กำเนิด เช่น โรคภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรงแต่กำเนิด, โรคขาดแอนติบอดี 
- กลุ่มโรคที่เกิดจากความผิดปกติของเม็ดเลือดแดง เช่น โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย, โรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียว
- กลุ่มโรคจากการเผาผลาญผิดปกติ เช่น โรคเบาหวาน, โรคไขมันพอกตับ

แหล่งที่ 2: เนื้อเยื่อสายสะดือ (Cord Tissue)

เนื้อเยื่อสายสะดือ (Cord Tissue) เป็นแหล่งของ Mesenchymal Stem Cells (MSCs) ซึ่งมีบทบาทด้านการฟื้นฟูเนื้อเยื่อ การซ่อมแซมร่างกาย การปรับสมดุลภูมิคุ้มกัน
และการลดการอักเสบ ในอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น กระดูก กระดูกอ่อน กล้ามเนื้อ หลอดเลือด และผิวหนัง เป็นแหล่งที่ได้รับความสนใจมากในด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู

แนวทางการใช้ MSCs ในการฟื้นฟูสุขภาพ ปัจจุบันมีงานวิจัยทางการแพทย์ที่ศึกษาและต่อยอดการใช้สเต็มเซลล์ชนิดนี้กับโรคต่าง ๆ เช่น

- โรคอัลไซเมอร์
- โรคพาร์กินสัน
- โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง
- โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ
- โรคเบาหวาน
- โรคตับแข็ง
- โรคกระดูกและข้อเสื่อม
- โรครูมาตอยด์ (ภูมิแพ้ตัวเองชนิดข้ออักเสบ)
- โรคสะเก็ดเงิน
- โรคจอประสาทตาเสื่อม
- โรคออทิสติก
- ภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ
- โรคระบบประสาทส่วนกลางเสื่อม

ในปัจจุบันมีการศึกษาศักยภาพของ MSCs ในด้าน Regenerative Medicine อย่างต่อเนื่อง

แหล่งที่ 3: เยื่อหุ้มรก (Amnion)

เยื่อหุ้มรก (Amnion) เป็นอีกหนึ่งแหล่งของ MSCs ที่มีความโดดเด่นในด้าน ความบริสุทธิ์สูง และความสามารถในการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ได้รวดเร็ว สเต็มเซลล์จากเยื่อหุ้มรกได้รับการยอมรับว่ามีศักยภาพสูงในการฟื้นฟูระบบประสาทและสมอง รวมถึงช่วย ลดการอักเสบ และกระตุ้นกระบวนการซ่อมแซมของเซลล์ทั่วร่างกาย 

ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ จึงมีการศึกษาทางการแพทย์อย่างต่อเนื่องถึงศักยภาพของสเต็มเซลล์ชนิดนี้ ในการช่วยฟื้นฟูโรคเสื่อมเรื้อรังและโรคทางระบบประสาท เช่น

- โรคอัลไซเมอร์
- โรคพาร์กินสัน
- โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)
- โรคสมองพิการ (Cerebral Palsy)
- ภาวะอัมพาต
- โรคทางระบบประสาทบางชนิด

หลายแนวทางยังอยู่ในระยะการศึกษาวิจัย และยังต้องอาศัยข้อมูลทางคลินิกเพิ่มเติม

แหล่งที่ 4: เนื้อเยื่อรก (Placenta)

จุดเด่นของเนื้อเยื่อรก (Placenta) ถูกเรียกว่า “ต้นกำเนิดแห่งชีวิต”
เพราะเป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยทรัพยากรชีวภาพที่หลากหลายที่สุดแห่งหนึ่งในร่างกาย เช่น Growth Factors,เปปไทด์ (Peptides),วิตามิน,กรดอะมิโน และโปรตีนชีวภาพต่างๆ

นอกจากศักยภาพด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูเช่นเดียวกับ Cord Tissue แล้ว รกยังได้รับความสนใจในด้าน
- การฟื้นฟูร่างกาย
- สุขภาพผิว
- เวชศาสตร์ชะลอวัย (Anti-aging)
- Longevity & Wellness

บทบาทที่ได้รับความสนใจของ Placenta การฟื้นตัวของคุณแม่หลังคลอด สารชีวภาพจากรกมีบทบาทเกี่ยวข้องกับกระบวนการฟื้นฟูตามธรรมชาติของร่างกาย
การส่งเสริมสุขภาพผิว มีองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับ การสร้างคอลลาเจน การสร้างอีลาสติน ความยืดหยุ่นของผิว กระบวนการฟื้นฟูเซลล์ผิวตามธรรมชาติ
จึงได้รับความสนใจในด้าน Wellness และ Aesthetic Medicine

 

ประโยชน์ของการเก็บสเต็มเซลล์ลูก

เก็บสเต็มเซลล์ลูกทำไม

ในปัจจุบัน การเก็บสเต็มเซลล์ลูกแรกเกิดไม่ได้ถูกมองเพียงแค่ “การเก็บเซลล์” แต่กำลังถูกมองว่าเป็นหนึ่งในแนวทางของการวางแผนสุขภาพระยะยาวสำหรับอนาคต
เพราะช่วงเวลาหลังคลอด คือช่วงเวลาเพียงครั้งเดียวในชีวิต ที่สามารถเก็บสเต็มเซลล์อ่อนเยาว์และทรัพยากรชีวภาพสำคัญจากลูกน้อยไว้ได้

สเต็มเซลล์จากเด็กแรกเกิดมีความพิเศษตรงที่เป็นเซลล์ที่ยังไม่ผ่านการสะสมความเสื่อมจากอายุ มลภาวะ หรือการอักเสบเรื้อรังเหมือนเซลล์ในวัยผู้ใหญ่
จึงได้รับความสนใจอย่างมากในด้าน Stem Cell Banking, Regenerative Medicine และ Future Health Technology

1.เพิ่มทางเลือกด้านสุขภาพในอนาคต
เหตุผลสำคัญที่หลายครอบครัวเลือกเก็บสเต็มเซลล์ลูก ไม่ใช่เพราะเชื่อว่าลูกจะต้องเจ็บป่วยในอนาคต แต่เป็นเพราะ “อนาคตไม่มีใครคาดเดาได้”
การเก็บสเต็มเซลล์จึงเปรียบเสมือนการเก็บ “ทางเลือกด้านสุขภาพ” ไว้ตั้งแต่วันแรกของชีวิต เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์และเวชศาสตร์ฟื้นฟูในอนาคต
โดยเฉพาะในยุคที่การแพทย์กำลังก้าวเข้าสู่ Personalized Medicine และ Regenerative Medicine มากขึ้นเรื่อย ๆ

2. เก็บเซลล์ที่อ่อนเยาว์และมีศักยภาพสูงที่สุด
สเต็มเซลล์จากเด็กแรกเกิดถือเป็นเซลล์ที่มีความอ่อนเยาว์สูง ซึ่งแตกต่างจากสเต็มเซลล์ในวัยผู้ใหญ่ ที่อาจผ่านการสะสมความเสื่อมจาก
อายุที่เพิ่มขึ้น มลภาวะความเครียดและปัจจัยด้านสุขภาพต่าง ๆ
จึงทำให้สเต็มเซลล์จากแรกคลอดได้รับความสนใจอย่างมากในด้านการจัดเก็บระยะยาว (Stem Cell Banking)

3. เกี่ยวข้องกับการดูแลระบบเลือดและภูมิคุ้มกัน
Hematopoietic Stem Cells (HSCs) จากเลือดสายสะดือ มีบทบาทสำคัญต่อระบบเลือดและระบบภูมิคุ้มกัน
ปัจจุบัน มีการนำ HSCs ไปใช้ทางการแพทย์กับโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบเลือดและภูมิคุ้มกันมากกว่า 80 โรค เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว ธาลัสซีเมีย โรคไขกระดูกบกพร่อง
โรคภูมิคุ้มกันบกพร่องบางชนิด จึงทำให้ “Cord Blood Banking” เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่หลายครอบครัวเริ่มให้ความสนใจการเก็บสเต็มเซลล์ลูกแรกเกิด

4. สนับสนุนแนวทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู (Regenerative Medicine)
Mesenchymal Stem Cells (MSCs) จาก Cord Tissue, Placenta และ Amnion ได้รับความสนใจอย่างมากในด้านการฟื้นฟูและซ่อมแซมเนื้อเยื่อ
เช่น ระบบประสาท กระดูกและข้อ กล้ามเนื้อ ผิวหนัง หลอดเลือด และระบบภูมิคุ้มกัน
ปัจจุบันมีงานวิจัยเกี่ยวกับ MSCs อย่างต่อเนื่องในด้าน โรคอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน โรคข้อเสื่อม โรคเบาหวาน โรคระบบประสาท โรคอักเสบเรื้อรังบางชนิด
อย่างไรก็ตาม หลายแนวทางยังอยู่ในขั้นตอนของการศึกษาและประเมินทางการแพทย์เพิ่มเติม

5. เป็นการเก็บ “โอกาส” ที่อาจย้อนกลับมาเก็บใหม่ไม่ได้
สิ่งสำคัญที่สุดของการเก็บสเต็มเซลล์ คือ “โอกาสนี้มีเพียงครั้งเดียว”
เพราะหลังจากคลอดแล้ว เลือดสายสะดือ เนื้อเยื่อสายสะดือ เยื่อหุ้มรก และรก จะไม่สามารถย้อนกลับมาเก็บใหม่ได้อีก
จึงทำให้หลายครอบครัวมองว่า แม้วันนี้อาจยังไม่ได้ใช้ แต่การเลือกเก็บไว้ อาจมีคุณค่าในอนาคตมากกว่าการปล่อยให้โอกาสนี้ผ่านไป

6. ความอุ่นใจของพ่อแม่ในระยะยาว
สำหรับหลายครอบครัว การเก็บสเต็มเซลล์ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเทคโนโลยีทางการแพทย์ แต่เป็นเรื่องของ “ความอุ่นใจ”
ความรู้สึกที่ว่า ในวันที่ลูกเติบโตขึ้น อย่างน้อยพ่อแม่ได้เลือกเก็บหนึ่งในทรัพยากรชีวภาพที่สำคัญที่สุดของเขาไว้แล้ว
แม้อาจไม่มีใครรู้ว่าจะได้ใช้หรือไม่ แต่สำหรับหลายคน การมี “ทางเลือก” ย่อมดีกว่าการไม่มีโอกาสเลือกเลยในอนาคต

stem cell banking

Stem Cell Banking คืออะไร?

Stem Cell Banking หรือ “ธนาคารสเต็มเซลล์” คือระบบการจัดเก็บสเต็มเซลล์ภายใต้อุณหภูมิต่ำมาก (Cryopreservation) เพื่อช่วยรักษาคุณภาพและศักยภาพของเซลล์ในระยะยาว
โดยสเต็มเซลล์จะถูกจัดเก็บในถังไนโตรเจนเหลว ภายใต้อุณหภูมิประมาณ -196°C ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ช่วยชะลอกระบวนการทางชีวภาพของเซลล์ เพื่อคงสภาพของเซลล์ไว้ให้ใกล้เคียงกับวันที่จัดเก็บมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม การทำ Stem Cell Banking ที่มีคุณภาพ ไม่ได้หมายถึงเพียง “การแช่เก็บเซลล์” เท่านั้น แต่ยังรวมถึงมาตรฐานของห้องปฏิบัติการ เทคโนโลยีการจัดเก็บ ความเชี่ยวชาญของทีมผู้ดูแลเซลล์ในทุกขั้นตอน รวมถึงกระบวนการเพาะเลี้ยงเซลล์ให้เซลล์มีคุณภาพที่สุดเมื่อนำมาใช้

 

เก็บสเต็มเซลล์ลูกดีไหม?

คำตอบ คือ สำหรับหลายครอบครัว การเก็บสเต็มเซลล์ถือเป็นหนึ่งในรูปแบบของ “การวางแผนสุขภาพระยะยาว” ไม่ใช่เพราะคาดว่าลูกจะต้องป่วยในอนาคต
แต่เป็นการเก็บ “ทางเลือก” และ “โอกาสด้านสุขภาพ” ไว้ตั้งแต่วันแรกของชีวิต เพราะช่วงแรกคลอดคือช่วงเวลาเดียว ที่สามารถเก็บสเต็มเซลล์คุณภาพสูงของลูกได้

 

เก็บสเต็มเซลล์ได้นานแค่ไหน?

หากจัดเก็บภายใต้มาตรฐานที่เหมาะสม สเต็มเซลล์สามารถเก็บรักษาได้ในระยะยาว โดยต้องอาศัย
- ระบบ Cryopreservation
- การควบคุมอุณหภูมิอย่างต่อเนื่อง
- ห้องปฏิบัติการมาตรฐาน
- การติดตามคุณภาพเซลล์
จึงทำให้หลายครอบครัวมองว่า การเก็บสเต็มเซลล์คือการเก็บ “โอกาสด้านสุขภาพ” สำหรับอนาคตของลูก

 

สรุป


หากถามว่า “เก็บสเต็มเซลล์ลูกดีไหม?”
คำตอบคือ สำหรับหลายครอบครัว การเก็บสเต็มเซลล์ถือเป็นหนึ่งในทางเลือกของการวางแผนสุขภาพระยะยาว ที่ได้รับความสนใจมากขึ้นในปัจจุบัน
เพราะสเต็มเซลล์จากเด็กแรกเกิด เป็นเซลล์ที่มีความอ่อนเยาว์สูง และสามารถเก็บได้เพียงครั้งเดียวหลังคลอดเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญของการเก็บสเต็มเซลล์ ไม่ได้อยู่เพียงแค่ “การมีเซลล์เก็บไว้” แต่ยังรวมถึง “คุณภาพของเซลล์” ในวันที่อาจต้องนำออกมาใช้จริงในอนาคตด้วย

ไม่ว่าจะเป็น
- คุณภาพและความสมบูรณ์ของเซลล์
- ความมีชีวิตของเซลล์หลังการจัดเก็บ
- มาตรฐานของห้องปฏิบัติการ
- ระบบ Cryopreservation
- การตรวจคุณภาพเซลล์
- รวมถึงความเชี่ยวชาญของทีมผู้ดูแลและเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์

เพราะสเต็มเซลล์คือ “เซลล์มีชีวิต” ที่ต้องอาศัยการดูแลภายใต้มาตรฐานและเทคโนโลยีที่เหมาะสมตลอดระยะเวลาการจัดเก็บ


ที่ AVIOLA Biobank เราเชื่อว่า Stem Cell Banking ที่ดี ไม่ใช่เพียงการจัดเก็บเซลล์ แต่คือการดูแลทุกเซลล์ด้วยมาตรฐาน ความใส่ใจ และทีม Stem Cell Scientists
ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านเซลล์ต้นกำเนิด เพื่อช่วยรักษาคุณภาพของสเต็มเซลล์ให้ดีที่สุดสำหรับอนาคต


สุดท้ายแล้ว การตัดสินใจเก็บหรือไม่เก็บ อาจไม่มีคำตอบเดียวสำหรับทุกครอบครัว
แต่สำหรับหลายคน การเก็บสเต็มเซลล์ คือการเก็บ “โอกาสด้านสุขภาพ” และ “ความอุ่นใจ” ไว้ให้ลูกน้อยตั้งแต่วันแรกของชีวิต เพื่ออนาคตที่อาจมีทางเลือกมากขึ้นในวันที่ต้องการจริง ๆ

 

คำถามที่พ่อแม่ถามบ่อย (FAQ)

เก็บสเต็มเซลล์ดีไหม? คุ้มไหม?
การเก็บสเต็มเซลล์ถือเป็นการลงทุนด้านสุขภาพระยะยาวที่หลายครอบครัวให้ความสำคัญ เพราะช่วงแรกคลอดเป็นโอกาสเดียวที่เก็บสเต็มเซลล์คุณภาพสูงสุดได้ โดยไม่เจ็บปวดทั้งต่อแม่และลูก ความคุ้มค่าขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละครอบครัว แต่ในแง่ของ "ประกันชีวิตทางชีวภาพ" ถือว่ามีเหตุผลที่หนักแน่น

เก็บสเต็มเซลล์ลูกตอนไหน?
การเก็บสเต็มเซลล์แรกคลอดต้องทำทันทีหลังคลอด ก่อนที่รกและสายสะดือจะถูกทิ้ง ดังนั้นควรเตรียม Collection Kit และแจ้งโรงพยาบาลหรือผดุงครรภ์ล่วงหน้าอย่างน้อย 4 สัปดาห์ก่อนกำหนดคลอด

เก็บสเต็มเซลล์กับ AVIOLA แตกต่างจากที่อื่นอย่างไร?
AVIOLA เป็นผู้ให้บริการที่เน้นคุณภาพ ความปลอดภัย และมาตรฐานห้องปฏิบัติการระดับสากล ทีมผู้เชี่ยวชาญดูแลทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเก็บ ประมวลผล ไปจนถึงการจัดเก็บระยะยาว

เก็บสเต็มเซลล์กี่ประเภทดี?
ขึ้นอยู่กับความต้องการและงบประมาณของครอบครัว โดยทั่วไปแนะนำให้เก็บทั้งเลือดสายสะดือ (HSCs) และเนื้อเยื่อสายสะดือ (MSCs) เพื่อให้ครอบคลุมการนำไปใช้ได้หลากหลายที่สุดในอนาคต

หากไม่ได้ใช้ สเต็มเซลล์จะเก็บไว้ได้นานแค่ไหน?
ภายใต้ระบบจัดเก็บมาตรฐาน สเต็มเซลล์สามารถเก็บรักษาได้ตลอดชีวิต ยังคงคุณภาพและสามารถนำไปใช้ได้เมื่อจำเป็น

สเต็มเซลล์ใช้รักษาโรคอะไรได้บ้าง?
HSCs จากเลือดสายสะดือใช้รักษาโรคที่เกี่ยวกับเลือดและภูมิคุ้มกันกว่า 80 ชนิด ส่วน MSCs จากเนื้อเยื่อสายสะดือและรกอยู่ในขั้นวิจัยสำหรับโรคเรื้อรังหลายกลุ่ม เช่น โรคเสื่อม, โรคระบบประสาท, โรคภูมิแพ้ตัวเอง ฯลฯ


บทความที่เกี่ยวข้อง
เบาหวานขณะตั้งครรภ์คืออะไร? ส่งผลต่อลูกไหม หายไหมหลังคลอด
ทำความเข้าใจเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ภาวะน้ำตาลสูงระหว่างตั้งครรภ์ที่คุณแม่ควรรู้ ส่งผลต่อลูกไหม คลอดแล้วหายหรือไม่ และควรดูแลตัวเองอย่างไร
สเต็มเซลล์สายสะดือคืออะไร? ทำไมหลายครอบครัวจึงเลือกเก็บ
ทำความเข้าใจว่าสเต็มเซลล์สายสะดือคืออะไร สเต็มเซลล์แรกคลอดมีอะไรบ้าง มีประโยชน์อย่างไร และควรเก็บสเต็มเซลล์ที่ไหนดีเพื่ออนาคตของลูกน้อย
เก็บสเต็มเซลล์ลูก VS ตัวเอง ต่างกันอย่างไร? | AVIOLA
เปรียบเทียบเก็บสเต็มเซลล์ลูกและเก็บสเต็มเซลล์ตัวเอง ต่างกันอย่างไร สเต็มเซลล์สายสะดือคืออะไร และทำไมหลายคนจึงเลือกเก็บสเต็มเซลล์เพื่อวางแผนสุขภาพในอนาคต
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้