สเต็มเซลล์จากเลือดสายสะดือ

(Cord Blood Stem Cells)

เลือดสายสะดือเป็นแหล่งสเต็มเซลล์ที่อุดมด้วย Hematopoietic Stem Cells (HSCs) ซึ่งเป็นเซลล์ต้นกำเนิดของเม็ดเลือดและระบบภูมิคุ้มกันทั้งหมดในร่างกาย การเก็บสเต็มเซลล์จากเลือดสายสะดือสามารถทำได้ง่ายและปลอดภัย ใช้เวลาไม่เกิน 5 นาทีหลังคลอด โดยไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดหรืออันตรายต่อมารดาและทารก สเต็มเซลล์ที่ได้สามารถนำมาใช้กับเจ้าของเซลล์ได้โดยตรง โดยไม่ต้องตรวจความเข้ากันได้ของเนื้อเยื่อ และยังมีโอกาสสูงที่จะเข้ากันได้กับสมาชิกในครอบครัว เช่น พี่น้องหรือบิดามารดา ปัจจุบันสเต็มเซลล์ชนิดนี้ถูกนำไปใช้รักษาโรคได้กว่า 80 ชนิด เช่น มะเร็งเม็ดเลือด โรคทางพันธุกรรม และโรคของระบบภูมิคุ้มกัน

About

Cord Blood Stem Cells (CB)

ระหว่างตั้งครรภ์ สายสะดือถือเป็นโครงสร้างสำคัญที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างแม่และทารก เพื่อถ่ายเทสารอาหารที่จำเป็นทั้งหมด รวมถึงออกซิเจน ช่วยให้ทารกมีชีวิตรอดได้ สายสะดือเป็นท่อที่มีความยืดหยุ่น ซึ่งพัฒนาขึ้นจากอวัยวะที่เรียกว่า รก ในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ หลังจากทารกคลอดแล้ว รกและสายสะดือจะหลุดออกจากผนังมดลูกของมารดาตามธรรมชาติ ในอดีตสายสะดือมักถูกมองว่าเป็นของเสียทางชีวภาพและถูกกำจัดทิ้งไปตามกระบวนการที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 20 นักวิจัยค้นพบว่าที่เลือดในสายสะดือ ซึ่งรู้จักกันในชื่อ เลือดจากสายสะดือ (Umbilical Cord Blood: UCB) มีเซลล์ชนิดพิเศษที่เรียกว่า เซลล์ต้นกำเนิด (Stem Cells) ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการรักษาโรคได้หลายชนิด เซลล์ต้นกำเนิดในเลือดจากสายสะดือนี้สามารถเปลี่ยนแปลงและเจริญไปเป็นเซลล์ชนิดอื่น ๆ ที่มีบทบาทในการรักษาโรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งบางชนิด โรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน โรคเมตาบอลิซึม และโรคเลือดอีกหลายรูปแบบ

เลือดจากสายสะดือ เป็นขุมทรัพย์แห่งการรักษาและฟื้นฟูสุขภาพ หลังจากที่ทารกคลอดออกมา เลือดจำนวนหนึ่งจะยังคงอยู่ในสายสะดือและรก ซึ่งเลือดส่วนนี้เป็นแหล่งของเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด (Hematopoietic Stem Cells - HSCs) ที่ทรงพลังและหาได้ยาก เซลล์ต้นกำเนิดเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการผลิตเซลล์เม็ดเลือดที่จำเป็นต่อร่างกายและมีศักยภาพสูงในการรักษาโรค การเก็บเลือดจากสายสะดือสามารถทำได้ทันทีหลังจากคลอดโดยไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อทั้งแม่และลูก กระบวนการนี้ง่ายและปลอดภัย โดยเลือดที่เก็บได้จะถูกส่งไปยังห้องปฏิบัติการเพื่อคัดแยกและจัดเก็บเซลล์ต้นกำเนิดอย่างเหมาะสม

พื้นฐานของการรักษาโรคของเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด (HSCs)

เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดเป็นเซลล์ชนิดพิเศษที่สามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์ในระบบเลือดได้ทุกชนิด เช่น


เซลล์เม็ดเลือดแดง : นำออกซิเจนไปเลี้ยงทั่วร่างกาย

เซลล์เม็ดเลือดขาว : เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

เกล็ดเลือด : ช่วยในกระบวนการแข็งตัวของเลือด


เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด (Hematopoietic Stem Cells - HSCs) เป็นเซลล์ที่ช่วยรักษาสมดุลของการผลิตเซลล์เม็ดเลือดตลอดชีวิต

และยังมีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูระบบเลือดในกรณีที่เกิดโรคหรือความเสียหาย

การลงทุนเพื่อสุขภาพที่ยั่งยืน

การเก็บเลือดจากสายสะดือเป็นการลงทุนในอนาคตที่คุ้มค่าและเต็มไปด้วยโอกาส ไม่เพียงช่วยรักษาโรคที่ไม่คาดคิด แต่ยังเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อสุขภาพที่มั่นคงของลูกน้อยและครอบครัว


เลือดจากสายสะดืออาจดูเหมือนสิ่งที่ไม่มีค่า แต่แท้จริงแล้วมันคือขุมทรัพย์อันล้ำค่า ที่สามารถเปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้นและมอบโอกาสใหม่ในการรักษาโรคในอนาคต หากคุณกำลังมองหาวิธีดูแลสุขภาพในระยะยาวสำหรับคนที่คุณรัก การเก็บเลือดจากสายสะดือคือคำตอบที่ดีที่สุดที่คุณไม่ควรมองข้าม

การเก็บสเต็มเซลล์จากเลือดสายสะดือ เหมาะสำหรับใคร?


  • ครอบครัวที่ต้องการวางแผนสุขภาพระยะยาว
  • ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเกี่ยวกับโรคทางพันธุกรรมหรือระบบเลือด

กลุ่มโรคที่รักษาได้

ศักยภาพในการรักษาโรคของเลือดจากสายสะดือ

เลือดจากสายสะดือถูกนำมาใช้ในการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเพื่อรักษาโรคต่างๆ มาเป็นเวลาหลายปี ได้แก่

โรคที่เกี่ยวกับระบบเลือด

  • มะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia)
  • โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย (Thalassemia)
  • โรคความผิดปกติของเม็ดเลือดแดง


โรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน

  • โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (Immune Deficiency Disorders)
  • โรคเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติ


โรคทางพันธุกรรม

  • โรคที่เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมของระบบเลือด


การฟื้นฟูและการบำบัด

  • การฟื้นฟูระบบเม็ดเลือดและเนื้อเยื่อ
  • การรักษาโรคที่เกี่ยวกับระบบไขกระดูก

จุดเด่นของเซลล์ต้นกำเนิดจากเลือดสายสะดือ

การเก็บเซลล์ต้นกำเนิดจากเลือดสายสะดือ (Cord Blood Stem Cells) เป็นทางเลือกที่คุ้มค่าและทรงพลังสำหรับการดูแลสุขภาพระยะยาว

ทั้งสำหรับลูกน้อยและสมาชิกในครอบครัว โดยมีจุดเด่นที่สำคัญดังนี้

ใช้ได้ทั้งกับลูกน้อยและสมาชิก

ในครอบครัว

เซลล์ต้นกำเนิดจากเลือดสายสะดือสามารถใช้กับลูกน้อยที่เป็นเจ้าของเซลล์โดยตรง

ในบางกรณี สามารถใช้กับพี่น้องหรือสมาชิกในครอบครัวที่มีเนื้อเยื่อตรงกันได้

กระบวนการเก็บที่ปลอดภัย

และไร้ความเสี่ยง

การเก็บเลือดจากสายสะดือเป็นขั้นตอนที่ทำได้ง่ายและปลอดภัย 100%

ดำเนินการทันทีหลังจากทารกคลอดและสายสะดือถูกตัดเรียบร้อยแล้ว

ไม่กระทบต่อสุขภาพของแม่และทารก

ศักยภาพในการรักษาโรค

ได้มากกว่า 85 โรค

สเต็มเซลล์จากเลือดสายสะดือมีคุณสมบัติในการฟื้นฟูและรักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบเลือดและภูมิคุ้มกัน เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia)

โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย (Thalassemia)

โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง โรคทางพันธุกรรมที่เกี่ยวกับระบบเลือด เป็นตัวเลือกที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาโรคที่ไม่คาดคิดในอนาคต

ความเป็นเอกลักษณ์ของเซลล์ต้นกำเนิดในสายสะดือ

เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด (Hematopoietic Stem Cells - HSCs) มีคุณสมบัติในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดทุกชนิด เช่น เซลล์เม็ดเลือดแดง เซลล์เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด เซลล์ต้นกำเนิดชนิดอื่นในเลือดสายสะดือ ซึ่งอาจมีศักยภาพในการรักษาโรคเฉพาะทางในอนาคต

การเก็บรักษาในระยะยาว

เซลล์ต้นกำเนิดจากสายสะดือสามารถเก็บรักษาในอุณหภูมิ -196°C โดยใช้ระบบ Liquid Nitrogen คุณภาพของเซลล์จะถูกเก็บรักษาไว้อย่างสมบูรณ์เป็นเวลาหลายสิบปี

การลงทุนเพื่อสุขภาพในระยะยาว

ทั้งลูกน้อยและคนในครอบครัว

การเก็บเซลล์ต้นกำเนิดจากเลือดสายสะดือเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตด้านสุขภาพของลูกน้อยและคนในครอบครัว

เป็นการลงทุนในโอกาสการรักษาโรคที่คุ้มค่าทั้งในปัจจุบันและอนาคต

จุดเด่นของสเต็มเซลล์จากเลือดสายสะดือ

นอกเหนือจากคุณสมบัติทางชีววิทยาที่โดดเด่นแล้ว สเต็มเซลล์จากเลือดสายสะดือ ยังมีจุดเด่นในเชิงปฏิบัติที่ทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับการดูแลสุขภาพในอนาคต:

การเก็บที่ปลอดภัยและไม่รุกราน

(Safe & Non-Invasive Collection)

 เป็นกระบวนการเก็บที่ง่าย ปลอดภัย ไม่ต้องผ่าตัด และไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดหรือความเสี่ยงใดๆ ต่อทั้งคุณแม่และทารก เนื่องจากทำหลังจากที่ทารกคลอดออกมาและสายสะดือถูกตัดแล้ว


 ต่างจากการเก็บสเต็มเซลล์จากไขกระดูกในผู้ใหญ่ที่ต้องทำโดยการดูดไขกระดูกซึ่งอาจมีความเจ็บปวดและใช้เวลาฟื้นตัว

พร้อมใช้งานทันทีเมื่อจำเป็น

(Immediate Availability)

 หากมีการจัดเก็บ สเต็มเซลล์จากเลือดสายสะดือ ไว้ในธนาคารสเต็มเซลล์ส่วนตัว เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ต้องใช้สเต็มเซลล์ในการรักษา ก็สามารถนำเซลล์ที่เก็บไว้มาใช้ได้ทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาอันมีค่าในการค้นหาผู้บริจาคหรือรอการเก็บเซลล์จากแหล่งอื่น


 ความพร้อมใช้งานนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับโรคที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน

เป็นเซลล์ของตนเอง 100%

(Autologous Use)

 สเต็มเซลล์ที่เก็บจากเลือดสายสะดือของลูก สามารถนำมาใช้รักษาตัวลูกเองได้อย่างสมบูรณ์แบบ 100% โดยไม่มีความเสี่ยงต่อการปฏิเสธเซลล์หรือภาวะแทรกซ้อนจากการปลูกถ่ายข้ามบุคคล

โอกาสใช้กับคนในครอบครัว

(Potential for Allogeneic Use in Family)

 แม้จะเป็นเซลล์ของลูก แต่ก็มีโอกาสสูงที่ สเต็มเซลล์จากเลือดสายสะดือ จะสามารถนำไปใช้รักษาพี่น้องร่วมสายเลือด (Siblings) ที่มี HLA Match เข้ากันได้ รวมถึงในบางกรณีอาจใช้กับคุณพ่อคุณแม่ได้ด้วย ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งหากมีสมาชิกในครอบครัวป่วยเป็นโรคที่สามารถรักษาด้วยสเต็มเซลล์ได้

ได้รับการรับรองและใช้งานจริง

(Proven Efficacy)

 สเต็มเซลล์เม็ดเลือด (HSCs) จากเลือดสายสะดือได้รับการรับรองและใช้ในการปลูกถ่ายเพื่อรักษาโรคต่างๆ มานานกว่า 30 ปี มีผลลัพธ์ที่น่าเชื่อถือและได้รับการตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์มากมาย

โอกาสเพียงครั้งเดียวในชีวิต

(One-Time Opportunity)

 การเก็บ สเต็มเซลล์จากเลือดสายสะดือ เป็นโอกาสพิเศษที่เกิดขึ้นได้เพียงครั้งเดียวในชีวิตของคนคนนั้น คือในช่วงเวลาของการคลอดบุตรเท่านั้น หากพลาดโอกาสนี้ไปแล้ว จะไม่สามารถกลับมาเก็บจากแหล่งเดียวกันได้อีก

ขั้นตอนการเก็บสเต็มเซลล์จากรก


คุณภาพระดับสากล

ทุกกระบวนการของเราดำเนินการภายใต้มาตรฐานระดับโลก ทั้งด้านเทคโนโลยีและความปลอดภัย เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่าการเก็บรักษาเซลล์ต้นกำเนิดของคุณจะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด

การวิจัยและพัฒนา

SCLI ยังมุ่งมั่นในการวิจัยและพัฒนาด้าน Cell Therapy เพื่อตอบโจทย์ความต้องการในการป้องกันและรักษาโรคในระดับเซลล์ โดยเรานำเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยมาใช้เพื่อมอบโอกาสที่ดีกว่าในการดูแลสุขภาพ

ความไว้วางใจจากลูกค้า

เราให้ความสำคัญกับความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้า โดยสร้างความเชื่อมั่นในบริการผ่านความโปร่งใส คุณภาพ และความใส่ใจในทุกขั้นตอน

ขั้นตอนการเก็บสเต็มเซลล์

(Stem Cell Banking Process)

เพียง 5 ขั้นตอน เพื่อเก็บพลังแห่งการฟื้นฟูเพื่ออนาคตของลูกที่คุณรัก

ขั้นตอนที่ 1 : ผู้แทนหรือตัวแทนจำหน่าย

ลูกค้าจะได้รับการดูแลโดยผู้แทนหรือเจ้าหน้าที่ของเรา เพื่อซักถามและตรวจสอบประวัติทางการแพทย์อย่างละเอียด ทั้งประวัติการตั้งครรภ์ โรคประจำตัว ยาที่ใช้เป็นประจำ รวมถึงปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจเกี่ยวข้องกับการเก็บสเต็มเซลล์ จากนั้นจะมีการอธิบายขั้นตอน รายละเอียดการเก็บ การเพาะเลี้ยงเซลล์ รวมถึงสิทธิ์การเป็นเจ้าของเซลล์ในอนาคตอย่างโปร่งใส พร้อมให้คำปรึกษาและตอบทุกข้อสงสัย ก่อนที่คุณพ่อคุณแม่จะลงนามใน แบบฟอร์มแสดงความยินยอม สำหรับการเก็บสายสะดือ รก และการเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์อย่างเป็นทางการ

ขั้นตอนที่ 2 : โรงพยาบาลและทีมแพทย์ผู้ทำการเก็บตัวอย่าง

เมื่อถึงวันคลอด ทีมแพทย์และพยาบาลของโรงพยาบาลคู่สัญญาจะเป็นผู้ดำเนินการเก็บตัวอย่างตามมาตรฐานที่ AVIOLA กำหนด หลังจากทารกคลอดและตัดสายสะดือเรียบร้อยแล้ว แพทย์จะทำการเก็บเลือดจากสายสะดือ รวมถึงเนื้อเยื่อสายสะดือ รก หรือเยื่อหุ้มรก (ตามแพ็กเกจที่เลือก) โดยขั้นตอนทั้งหมดไม่กระทบต่อความปลอดภัยของทั้งคุณแม่และทารก ตัวอย่างที่ได้จะถูกบรรจุในชุดอุปกรณ์ปลอดเชื้อเฉพาะทางของ AVIOLA พร้อมติดฉลากรหัสประจำตัวอย่าง และจัดส่งไปยังห้องปฏิบัติการสเต็มเซลล์ในสภาวะควบคุมอุณหภูมิอย่างเหมาะสมภายในเวลาที่กำหนด

ขั้นตอนที่ 3 : ห้องปฏิบัติการ STEM CELL

เมื่อชุดตัวอย่างถึงห้องปฏิบัติการของ AVIOLA นักวิทยาศาสตร์จะเริ่มขั้นตอน คัดแยกและเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์ ทันที ภายใต้สภาวะปลอดเชื้อในห้อง Clean Room มาตรฐาน GMP โดยจะทำการแยกสเต็มเซลล์ออกจากเลือดหรือเนื้อเยื่อที่เก็บมา แล้วนำไปเพาะเลี้ยงเพิ่มจำนวนอย่างระมัดระวังเป็นระยะเวลาประมาณ 14 วัน พร้อมทั้งตรวจสอบคุณภาพเซลล์ ทั้งจำนวน ความมีชีวิต (viability) และความบริสุทธิ์ของสเต็มเซลล์แต่ละชนิด หลังจากนั้นทีมห้องแล็บจะทำการ ประเมินและวิเคราะห์ผลการเพาะเลี้ยง แล้วจัดทำรายงานผลเบื้องต้นให้กับทีมแพทย์และลูกค้า เพื่อยืนยันว่าตัวอย่างที่เก็บสามารถเข้าสู่ขั้นตอนการแช่แข็งระยะยาวได้อย่างปลอดภัย

ขั้นตอนที่ 4 : ทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านสเต็มเซลล์

ผลตรวจจากห้องปฏิบัติการจะถูกส่งต่อให้ทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านสเต็มเซลล์ของ AVIOLA เพื่อทำการทบทวนและยืนยันความถูกต้องอีกครั้ง แพทย์จะอธิบายผลการเพาะเลี้ยง จำนวนเซลล์ที่ได้ ศักยภาพในการนำไปใช้ในอนาคต รวมถึงคำแนะนำในการวางแผนสุขภาพระยะยาวให้กับครอบครัว ลูกค้าจะได้รับเอกสารสรุปข้อมูลเซลล์ของตนเองอย่างชัดเจน และสามารถเข้ารับคำปรึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับโอกาสในการนำเซลล์ไปใช้ร่วมกับโปรแกรมเวชศาสตร์ฟื้นฟูหรือการรักษาในอนาคต เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยจึงเข้าสู่ขั้นตอนการเก็บรักษาในธนาคารเซลล์อย่างเป็นระบบ

ขั้นตอนที่ 5 : เก็บรักษาและการนำไปใช้

หลังผ่านการตรวจคุณภาพ สเต็มเซลล์จะถูกนำเข้าสู่กระบวนการ แช่แข็งด้วยเทคโนโลยี Cryopreservation โดยใช้การลดอุณหภูมิแบบควบคุม (Controlled Rate Freezing) ก่อนจัดเก็บในถังไนโตรเจนเหลวที่อุณหภูมิประมาณ -196°C สามารถเก็บรักษาได้ยาวนานตั้งแต่ 120 ปี หรือมากกว่านั้นตามเงื่อนไขสัญญา ทุกยูนิตของเซลล์จะมีรหัสประจำตัวเฉพาะและถูกบันทึกข้อมูลในระบบฐานข้อมูลที่ปลอดภัย เมื่อลูกค้ามีความประสงค์จะนำเซลล์ออกมาใช้ ทีมแพทย์และห้องปฏิบัติการจะทำการ ละลายและเตรียมเซลล์ ให้พร้อมภายในประมาณ 12 วัน ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้สเต็มเซลล์ที่เก็บรักษาไว้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์หรือเวชศาสตร์ฟื้นฟูได้อย่างเต็มศักยภาพ

"เซลล์ของคุณจะถูกเก็บรักษาอย่างปลอดภัยในศูนย์กลาง Regenerative Banking ที่มีมาตรฐานระดับโลก"

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้